Sunday, September 23, 2012

เที่ยวโฮจิมินห์ นอกรอบ 2


บางครั้งที่เราไปเที่ยว ก็ต้องอาศัยแท็กซี่เป็นยานพาหนะ ก่อนไปต้องหาข้อมูลเยอะมากๆ เพื่อที่จะได้ไปเที่ยวอย่างมีความสุข รวมทั้งหลีกเลี่ยงกลโกงสารพัดรูปแบบจากเจ้าถิ่นด้วย แถมเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการโกงนักท่องเที่ยว  ดังนั้น

ทริปเล็กๆน้อยๆ  สำหรับคนที่เที่ยวคนเดียวหรือครั้งแรก
1. รถเมล์ 152 ค่ารถคนละ4000ด่อง ค่ากระเป๋าใบใหญ่อีก4000ด่อง ถ้าเกินนั้นห้ามจ่าย
2. ค่าแท็กซี่จากสนามบิน เข้าไปในตัวเมือง ราคาอยู่ที่ 100000ด่อง บวกไม่เกิน20000 ถ้าเกินนั้น รู้ตัวไว้เลยว่าโชเฟอร์ขับอ้อมไปอ้อมมา
3. แท็กซี่ต้องค่าย Vinasun และ mailin เท่านั้น
4.ของในตลาดเบนถั่น โก่งราคามากๆ ต้องต่อให้หนักๆ
5. รถมอเตอร์ไซค์-สามล้อรับจ้าง อาจจะพลิกลิ้นตอนที่เราจ่ายเงิน ต้องให้เขียนราคาไว้เป็นหลักฐาน กันโกงทีหลัง
6. ระวังเรื่องการทอนเงิน เพราะเรายังสับสนเรื่องหน่วยเงินอยู่ อาจจะทอนไม่ครบหรือบอกว่าไม่มีเงินทอน
7. แก็งค์เลดี้บอย ซึ่งมีสาวงามระดับพริตตี้ซ้อนท้าย คอยชวนหนุ่มๆไปปลดทรัพย์

อีกอย่างควรพกเงินติดตัวใส่กระเป๋ากางเกงดีกว่า เพราะมีประสบการณ์เป็นพี่ที่เดินร่วมทางไปด้วยกัน คือ  พี่เขาเดินไปซื้อน้ำคนเดียว ราคาแค่ 10000 ด่องเท่านั้น ระหว่างที่หยิบเงินออกมาจ่าย แม่ค้าตัวแสบก็เล่นฉกเงินออกมาจาก กระเป๋าเงินพี่เขาเองเลย  แล้วรีบใส่ในตะกร้าเงิน พี่เขาตกใจมากและไม่รู้ว่าตอนนั้น ฉกไปเท่าไหร่ แต่มานับภายหลังเสียไปประมาณ 200000-300000 ด่อง 



เราโชคดีมากค่ะ ตอนที่เราไปเที่ยว เวียดนาม ตรงกับวันที่ 24 ธันวา ข้ามคืนเป็นวันคริสต์มาส ขออภัยเรื่องรูป นะค่ะ ตอนกลางคืน บางรูปเป็นกล้องคนละตัวกัน อาจจะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ค่อนข้าง หนาวเย็น ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อความสนุกสนานของเรา ในการต้อนรับเทศกาลแห่งการส่งความสุขอย่างวันคริสต์มาส และต่อด้วยการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ค่ะ

ในนครโฮจิมินห์โดยรอบก็ได้รับการตกแต่งด้วยของประดับ ดวงไฟ ตุ๊กตาน่ารักๆ เป็นที่ชื่นชอบของครอบครัวที่มีเด็ก เพราะจะเฮโลกันไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันเป็นทิวแถว

บรรยากาศในคืนวันนั้น เหมือนเรายืนอยู่ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส อิอิ


                                          







จัตุรัสโฮจิมินห์ 
Tran Nguyen Hai Statue

รูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส มองจากตรงนี้จะเห็นได้จากความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าอีกด้วย อารมณ์ประมาณย่านสีลม รถไม่ติดเพราะรถยนต์มีน้อย แต่รถมอเตอร์ไซด์เยอะม๊ากกกก  เวลาข้ามถนน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ





โรงละคร   Opera House                
ชาวเวียดนามออกเสียงว่าโรงละครยาฮัดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho)หันหน้าออกถนนดงเค่ย ระหว่างโรงแรมคาราเวลล์และโรงแรมคอนติเนนตัล เพื่อใช้แสดงอุปรากร แต่ได้ถูกใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาแห่งชาติเวียดนามใต้ และทุกๆ สัปดาห์จะมีรายการจัดแสดงที่ต่างๆ กันไป  ตอนที่ไปมีกลุ่มวัยรุ่น แสดง B-Boy  ค่ะ ก็จะไปนั่งดูตรงบันได

ด้านข้าง ของ โรงละคร 





                 กลางคืนที่บริเวณลานน้ำพุ ที่จะมีคนเวียดนามและชาวต่างชาติมานั่งพักผ่อนกันทุกคืน และสุดลานน้ำพุมองไปจะเห็นที่ตั้งของโรงละคร 










วันนี้เราเริ่มต้นกันที่ ตลาดเบนถั่น Ben Thanh Market

            ตลาดตลาดเบนถั่น ตั้งอยู่ถนนเลเลย ใกล้ๆกับจตุรัสโฮจิมินห์  ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนเวียดนามเองและนักชาวต่างชาติ เพราะมีสินค้าจำหน่ายค่อนข้างหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้ากระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ จนไปถึงอาหารสด และดอกไม้ ซึ่งเดินผ่านแต่ละที่ก็ให้กลิ่นต่างกันออกไป ส่วนนราคาก็ไม่แพงมากและมีให้เลือกหลายร้าน ลองเดินดูจะรู้ว่าตลาดของเวียดนามขายกันถึงใจมาก  ก็เหมือนสวนจตุจักรบ้านเรานั่นแหละ เพียงแต่ว่ามีขนาดเล็กกว่าเท่านั้นเอง แถมแม่ค้าชาวเวียดนามหลายๆคน  ยังพูดไทยชัดแจ๋ว ทำให้การต่อรองซื้อสินค้าง่ายขึ้นเป็นกอง และหากไม่มีเงินดองหรือดอลล่าร์ เขาก็ยินดีที่จะรับเงินไทยแบบไม่มีการอิดออดแต่ประการใด















ตลาดเบนถั่น เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเมืองโฮจิมินห์ มีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าลักษณะเด่นมาก ถ้าเดินรอบๆ ตลาดก็จะได้เห็นภาพต่างกัน บริเวณนี้มีร้านขายเป้อยู่หลายร้านแต่ไม่อยู่ในตลาด นักท่องเที่ยวอาจซื้อติดไม้ติดมือมาด้วยก็ยิ่งดี เพราะราคาไม่แพงมากนัก แต่ควรต่อราคาก่อน เพราะไม่นั้นอาจได้ราคาที่แพงอย่างที่เรียกว่าโดนตีหัว

โดยรอบตลาดทางด้านนอกแนะนำให้เดินดูสรรพสินค้า เพราะมีหลายซอยที่น่าสนใจทั้งซอยที่ขายรองเท้า ที่มีการนำรองเท้าทุกแบบทุกสไตล์มาให้เลือกซื้อ ถัดไปอีกนิดเป็นร้านขายเป้ ซึ่งก็มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกและหลายร้านให้ชม ทั้งของปลอม ของเลียนแบบ และของจริง วางปนเปกัน ก่อนซื้อควรเลือกให้ดีและต่อรองราคาให้ชัดเจน ตอนแรกต่อราคาครึ่งนึงไปเลย บางอย่างลดจากนี้ได้อีก ตกใจมาก คิดในใจ แล้วต้นทุนมันเท่าไหร่ล๊ะเนี่ย  กลเม็ดแก้ ความหนืดเหนี่ยวแม่ค้า ถ้าเราต่อแล้วไม่ยอมลดให้ ก็รีบเดินออกจากร้านเลย แป๊บเดี่ยว ก็ออกมาเรียกเรา แล้วให้กดราคาที่เราต้องการ จะได้ราคาที่พอดีกับสินค้า   ช้อปกันแล้วไปต่อกันที่


โบสถ์นอร์ทเธอดาม Notre Dame Cathedral  

                   ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม   ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย     ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม     มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านหน้า   ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี    ด้านล่างประดับประดาด้วยทุ่ง ดอกทานตะวันสีเหลือง สดใส ยิ้มตอนรับเราอยู่      ^_____________^







ใกล้ๆกันเลย

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ Main Post Office

                 ไปรษณีย์กลางใหญ่สุดของเวียดนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศส และได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี  มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารแห่งนี้ค่ะ



       ภายในอาคารของไปรณีย์ มีภาพของลุงโฮหรือท่านโฮจิมิน ผู้นำประเทศโฮจิมินห์ ที่ไหนๆก็มีภาพโฮจิมิน ทั้งนั้นเพราะชาวเวียดนาม เขานับถือท่านมากๆที่เดียว

           เมื่อเข้าไปภายในอาคารไปรษณีย์ จะพบกับความโอ่โถงของตึก ภายใต้การออกแบบก่อสร้างสไตล์ยุโรป เน้นความอลังการและหรูหราภายใต้หลังคาโค้ง ประดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ อดีต
โดยภายในมีบริการหลายด้านทั้งส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองนี้ต่างเข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในไปรษณีย์
เพื่อเก็บความประทับใจของอาคารสไตล์ยุโรป




ตอนกลางคืนไปเก็บความประทับใจกันต่อที่

หุ่นกระบอกน้ำ Water puppetry

            การแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติเลยทีเดียวและกำลังจะสูญหายไปจากโลก จากบริเวณนี้ทีน้ำท่วมทุกปี จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการคิดค้นการละเล่นแบบหนึ่งขึ้นมา เพื่อสร้างความบันเทิงในระหว่างที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน

           สำหรับหุ่นกระบอกน้ำ ผู้แสดงจะอยู่หลังฉากมู่ลี่ไม้ไผ่ซึ่งมีน้ำท่วมสูงถึงเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นโดยใช้ไม้ไผ่ลำยาว แต่เทคนิคการเชิดจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ แต่เชื่อเถิดว่าหากได้เห็นการเชิดจะทราบว่าน่ารักและชวนติดตามมากแม้จะฟังไม่ออกก็ตาม แต่ไกด์ของเราก็คอยแปลให้เรื่อยๆ อิอิ

            ในโรงละครหุ่นกระบอกน้ำปัจจุบันยังคงแสดงครบทั้ง 12 องค์ มีเรื่องราวต่างๆมากมายอันเป็นประเพณีและความเชื่อของชาวเวียดนาม และมีตอนที่กล่าวถึงที่มาของทะเลสาบคืนดาบด้วย รับรองได้ว่าสนุกสนานเลยทีเดียว

           โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ   อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม บนถนนดิงห์เตียมฮว่าง ค่าเข้าชมละครหุ่นกระบอกน้ำ 120,000 ดอง ด่อง เปิดการแสดงวันละหลายรอบ ต้องจองล่วงหน้า เพราะคนอยากไปดูเยอะมาก ได้ดูรอบ ทุ่มครึ่งค่ะ









                  และวันสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับประเทศไทยก็ไปไหว้ที่ วัดเทียนเฮา ย่านไชน่าทาวน์ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า "วัดเจ้าแม่สวรรค์"นั้น เปรียบได้กับ  "ศาลเจ้าแม่ทับทิม" ในบ้านเรา คือเป็นวัดที่ชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับทะเลให้ความนับถือมาก ซึ่งจะช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยด้วย เมื่อเดินเข้าไปในวัดเทียนเฮา บรรยากาศในนั้นจะดูขรึมขลังไปด้วยควันธูปเปลวเทียน โดยเฉพาะธูปแบบเป็นขดวงกลมที่แขวนห้อยบนเพดานนั้นนอกจากจะดูเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาแล้ว ยังดูสวยงามน่ายลเป็นอย่างยิ่ง ธูปที่จุดอยู่ได้นานถึง 7 วันเลยค่ะ และให้เขียนชื่อติดไปกับธูปและนำไปแขวนบนเพดาน เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง 

                   นอกจากบรรยากาศแห่งความศรัทธาที่มีคนเดินทางเข้ามาบนบานศาลกล่าวกันอย่างต่อเนื่องแล้ว วัดเทียนเฮาส์ ยังโดดเด่นไปด้วยรูปเคารพเจ้าแม่ทับทิมและรูปเคารพเทวรูปอื่นๆอีกหลายองค์ ส่วนหากใครแหงนหน้ามองไปยังเบื้องบนก็จะเห็นลวดลายประดับกระเบื้อง ทั้งรูปเทพเจ้า นักรบ ปีศาจฯลฯ ที่งดงามน่ายลไปด้วยศิลปะแบบจีนอันเป็นเอกลักษณ์
       






"ไม่ลืมความหลัง แต่อย่าเหลียวหลัง ให้มองไปข้างหน้า" ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างเวียดนามให้แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ ซึ่งในวันนี้เวียดนามกลายเป็นประเทศแถวหน้าของอาเซียนที่กูรูเศรษฐกิจหลายๆคนวิเคราะห์ว่า บางทีอีกไม่นานเวียดนามจะแซงไทยก็เป็นได้ ถ้าประเทศไทยยังมีสภาพยักตื้นติดกึ๊กยักลึกติดกั๊กอย่างทุกวันนี้

สำหรับฉัน  อนาคตเป็นเรื่องเกินคาดเดา อีกอย่างเวียดนามเป็นประเทศที่อ่านหนังสือมากที่สุดในโลก และกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีการเติบโตทางภาคสังคม เศรษฐกิจ และความเจริญทางวัตถุอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านครโฮจิมินห์จะเติบโตขนาดไหน ชาวเวียดนามกลับไม่สนใจไยดีที่จะเรียกขานเมืองนี้ว่านครโฮจิมินห์ หากแต่พวกเขายังคงเคยชินกับการเรียกนครโฮจิมินห์ว่า "ไซ่ง่อน" ที่เป็นชื่อเดิมอยู่ไม่สร่างซา

กลับบ้านแล้วฮับ


ติดตามต่อตอนต่อไปค่ะค่ะ   ^_________^"
 
  • ข้อมูลโดย : Changnoi , Bancha
  • ข้อมูลโดย :  ประกายแสงสีเหลืองแห่งแอนฟิลด์ และ  เหล็งฮู้ชง



No comments:

Post a Comment

Post a Comment